ฤดูร้อนอันแสนยาวนาน ถูกดึงความสนใจด้วยความสนุกสนานในแต่ละวัน นับแต่ตะวันเบิก ชีพจรต่างสายต่างเส้นล้วนเคลื่อนไหวพลิ้วไปกับกระแสของชีวิต ราวกับระลอกน้ำยามต้องหางเสือเรือ

งานบวชของลูกชายครูจริญจะมีขึ้นในวันพรุ่ง ยังพอมีเวลาอีกหนึ่งวันเต็มสำหรับการซ้อมเล่นดนตรีนำขบวนแห่นาค ครูผู้เป็นทั้งครูประจำชั้นและหัวหน้าชมรมดนตรีเอาใจใส่กับการเล่นของนักเรียนทุกคน ไม่ใช่เพียงเพื่อหน้าตาตนเองเท่านั้น แต่มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและการเอาใจลูกชายที่เพิ่งพ้นรั้วมหาวิทยาลัยใหม่หมาด

แม้ว่าจะเป็นช่วงคาบเกี่ยวเวลาปิดภาคเรียน แต่ตลอดช่วงเวลา 2 สัปดาห์ นักเรียนที่คุณครูจริญเลือกไว้จะต้องซ้อมการเล่นดนตรีทุกๆเย็น กิจกรรมนี้เดิมทีครูเคยได้ค่าเรียนพิเศษจากผู้ปกครอง แต่งานนี้ได้ขอความร่วมมืดจากผู้ปกครองและตกลงว่าในระหว่างการซ้อม เด็กๆจะได้ทั้งความรู้และทักษะโดยไม่คิดเงินแต่ประการใด แถมจะให้เงินเป็นค่าน้ำใจในวันงานบวชอีกด้วย มีผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยพยายามผลักดันให้ลูกของตัวเองมีสิทธิ์ในกรณีนี้

ณัฐพล เด็กชายที่ใครๆบอกว่าเขาช่างโชคดี กลายเป็นคนที่เพื่อนสนใจขึ้นมาหลังจากรายชื่อของเขาเป็นหนึ่งในนักดนตรีที่จะได้ร่วมเล่นออกงานบวชด้วย เขาเองก็เป็นปลื้มไม่น้อย เพราะงานนี้จะทำให้เขาได้เรียนดนตรีอย่างที่ฝันไว้

“วันนี้คือวันซ้อมสุดท้าย ตั้งใจเล่นให้พร้อมเพรียงกันหน่อยนะ อย่าให้ล่มกลางงานซะก่อนล่ะ ไม่อย่างนั้น เกรดเทอมหน้าพวกแกร่วงแน่” ครูจริญพูดกลั้วยิ้ม และเสียงหัวเราะของเด็กนักเรียนก็ดังขึ้น มีเพียงณัฐพลหนึ่งเดียวเท่านั้น ที่จริงจังต่อคำพูดของครู

“เมโลเดียนเสียงโซปราโน ทำไมถึงทำหน้าแบบนั้น อย่าบอกนะว่าไม่สบายครูเอาเรื่องแน่ๆ” ครูจริญปรี่เข้ามายังที่ ณัฐพลนั่งอยู่ เขาเองก็อยากจะบอกครูเหมือนกัน แต่ก็อดใจเอาไว้เพียงเพราะความกลัว

“ว่าไง ณัฐพล เลิกนิสัยเงียบเป็นเป่าสากแบบนี้เสียทีเถอะ บอกมาว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมวันนี้เธอถึงทำหน้าเหมือนซังกะตาย” ครูจริญจิกที่แขนของเขา เมื่อเงยหน้าขึ้น แก้มตุ่ยก็ฟ้องถนัดว่าเขาเป็นคางทูม

“ตายล่ะ...นี่ โซปราโนของครูทำไมเป็นแบบนี้ ไหนเธอบอกมาสิว่าเป็นมากี่วันแล้ว แล้วพ่อแม่รู้หรือยัง เขาพาไปหาหมอหรือเปล่า เอาอย่างนี้เดี๋ยวครูจะพาเธอไปให้ตาคิ้มเขียนเสือสกัดไว้ก่อน ตายๆ นี่ถ้าไม่ถามก็ไม่บอกเลยนะ ไม่รู้อมอะไรอยู่” ครูจริญบ่นจนเพื่อนร่วมวงลุกขึ้นมามุง

“ครูครับ แล้วจะหาโซปราโนคนไหนมาเป่าแทนล่ะครับ” เพื่อนคนหนึ่งถามขึ้น
“ต้องเอาเมโลเดียนใหม่มาเป่าเลยมั้งเนี่ย ใครจะไปกล้าใช้อันเดียวกัน มีหวังคางโย้ไปด้วยแน่” อีกคนสนับสนุน ชั่วพริบตา จากสมาชิกร่วมวงเดียวกันกลายเป็นเชื้อโรคที่ใครๆต่างปฏิเสธ แต่ไม่ใช่กับครูจริญ เธอพยายามยื่นมือเข้าช่วยและที่สำคัญ มันจะวันงานแล้ว

(สงบนิ่งสักครู่ เป็นช่วงเวลาใช้ความคิดของคุณครู)

“เป่าไหวไหม” ครูจริญถามเสียงแข็งแซมกังวล ไม่มีเสียงตอบใดๆ ณัฐพลก้มหน้าและกางเกงสีกากีก็เข้มเป็นดวงจากหยดน้ำตาที่เริ่มทยอยพรั่งพรู

การซ้อมเป็นอันสิ้นสุดในวันนี้ อันที่จริงความพร้อมของวงก็เป็นที่ถูกใจครูอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องการตรวจความพร้อมของเด็กๆทุกคนว่าไม่ได้เจ็บป่วยไข้ หรือไปวิ่งเล่นจนบาดเจ็บ แต่สำหรับณัฐพล เข้าขั้นพิเศษกว่าใครทั้งหมด วันนี้อาจเป็นวันที่เขาจะไม่เหลืออะไรเลย นอกจากการเป็นคนป่วยคนหนึ่งเท่านั้น

“ครูเห็นใจเธอนะ เดี๋ยวครูจะให้เธอลองเป่าให้ครูฟังก่อน ถ้าเป่าไหวไม่เจ็บปวดอะไรมาก เอาให้พ้นงานนี้ก่อนแล้วค่อยไปหาหมอเป็นเรื่องเป็นราว เธออยากเป็นส่วนหนึ่งของวงไหม เธออยากเป่าเพลงที่ซ้อมมาตั้งนานหรือเปล่า อ่า..ที่สำคัญเธอคงอยากเอาเงินไปให้ย่าด้วยซี” ครูจริญทาบมือไว้กับแก้มเด็กชาย ความระอุอักเสบทำให้เขายิ่งคิ้วขมวด

ณัฐพลซ้อมเป่าเมโลเดียนอีกครั้ง และเขาแสดงให้เห็นแล้วว่า คางทูมถึงมันจะทำให้เขาไม่สามารถสนุกได้ตลอดเวลา แต่มันก็ท้าทายให้แรงเป่ามีพลังกว่าทุกๆครั้ง แต่นั่นกลับเป็นพลังสุดท้าย คางทูมของเขาอักเสบหนักกว่าเดิมจากการฝืนออกแรงเป่า จากแก้มกลายเป็นทั้งตัวที่ร้อนด้วยพิษไข้ ตกหนักปัญหาในค่ำนั้นที่ครูจริญจะต้องแก้ หลังวางสายโทรศัพท์จากผู้ปกครองของณัฐพล

(ครูจริญคิดหนักในความเงียบ ขออภัยที่จะไม่เขียนรบกวน)

ขบวนแห่นาคตั้งแถวแต่เช้า นักเรียนตั้งแถวเว้นแต่เมโลเดียนของณัฐพลคนเดียว แต่เพลงก็บรรเลงไปได้ เพราะเสียงคนโห่ร้องก็สูงปรี๊ดและอึกทึกราวกับออกศึก เดินวนรอบโบสถ์ครบสามรอบ นาคเข้าโบสถ์และพิธีการต่อจากนั้นมีแต่ญาติพี่น้องเท่านั้น

ระลอกน้ำคลองหน้าวัด พลิ้วไปตามแรงใบพัดของเรือหางยาว ฤดูร้อนที่ก้าวมาเร็วและอยู่นานกว่าปีก่อน ถูกดึงความสนใจด้วยเสียงขลุ่ยจากคางโย้ๆของเด็กชาย เขาน่าจะได้ร่วมวงและมีสิทธิ์ได้เงินค่าแรงหลังจากซุ่มซ้อมมานานติดต่อกัน 2 สัปดาห์ เสียงขลุ่ยที่เบานุ่มมีเสียงโน้ตบางตัวที่สะดุดและก้าวเดินต่อ ไม่มีใครในบ้านสักคนที่เป่าขลุ่ยได้ และเช่นกันในครอบครัว ไม่มีใครรังเกียจเขาเลย

“เขียนเสือแล้ว พรุ่งนี้ก็หาย” ย่าลูบหัวหลานชายที่เหม่อมองไปยังวัดฝั่งตรงข้ามบ้าน เขาเริ่มเป่าขลุ่ยต่อ แรงลมรอดผ่านรูไม้ ที่ใช้มือปิด เปิดจนเป็นเพลง

เขารู้สึกตีบตันจนน้ำตาไหล ในเมื่อฝั่งท่าน้ำของวัด เพื่อนๆของเขาต่างโบกมือทักทาย โดยที่ไม่มีใครข้ามฝั่งมาหาเขาเลย เขาจึงเป็นฝ่ายเดินทางผ่านรูบนเลาขลุ่ย คลอเคลียข้ามฝั่งไปอย่างสุภาพ ไม่มีใครรับรู้ หรือรังเกียจ เขาหลับตาและยิ้ม ลัดเลาะรอยระแหกของเชื้อโรคสู่ความสุขหน่วงๆในคางของตัวเอง.

up to the floor

posted on 21 Jan 2010 14:41 by innerkarma

เรื่อง : up to the floor

 

 



บทที่ 1

เมื่อรู้สึกว่าไม่ต้องสูดลมหายใจเข้าแล้วต้องถอนหายใจออก...ข้าพเจ้าก็ได้ตายไปเสียแล้ว

ขณะกำลังครุ่นคิดว่าเสียชีวิตไปได้ยังไง ข้าพเจ้าก็เดินทางมายังยมโลก โลกของยมบาล พบพานกับอเวจีสีแดงสดคล้ายแอพเปิ้ลเนื้อนวลผลสุกผ่อง เสียงสัตว์นรกคุกเคล้า เจ็บปวดรวดร้าวราวถูกมีดเถือหนังเนื้อ กวาดสายตามอง สิ่งที่รำพันเมื่อครู่เป็นจริงอย่างที่กล่าวไว้ การลงโทษอันโหด**ม เหมือนทรมานเรียมให้ตายจากขวัญอันเป็นที่รักอย่างบทประพันธ์เพลงเศร้าสนั่นทุ่งของลุงพรานบูรพ์ก็ไม่ปาน ข้าพเจ้ารำพึงรำพันมาป่านนี้ ก็มีเสียงสำเนียงประหลาดตะหวาดวาดขึ้นน่าขนลุก ปลุกดัชนีความร้อนให้ตะกอนความกลัวพุ่งขึ้นสุดขีด
“สุวาน !! มันผู้นี้เป็นอะไรตาย”
“ชายผู้ไร้ซึ่งส่วนสูงเยี่ยงบุรุษชาตินักรบผู้นี้ ถูกตะเกียบตีเข้าศีรษะตายสิ้นเสียแล้วครับท่านยมบาล” สุวานกล่าว
“ตะเกียบคีบบะหมี่นี่นะ”
“หาใช่ไม่ท่านยมบาล หากแต่เป็นตะเกียบรถจักรยาน ที่มันผู้นี้ขี่ไปทำงานทุกเมื่อเชื่อวัน” ทันใดนั้นมีเสียงตะหลึ่งตึ่งโป๊ะสอดรับหลังท่านสุวานรายงานเสร็จ
“มันโดนเช่นนั้นเพราะสาเหตุใด”
“ภรรยาจับได้ว่ามันมีกิ๊ก”
“ฮ่าๆๆๆ นอกจากไม่สมชายชาติทหารแล้ว ยังริอาจมีกิ๊ก สมควรตัดดุ๊กดิ๊กของมันมาประจาน แล้วโยนให้ห่านให้เป็ดมันกัดมันกินเสียจริง ฮ่าๆๆๆ” ท่านยมบาลหัวร่อชอบใจ พลางตบเข่าตบขา ยิ้มร่าในโชคชะตาของมนุษย์ผู้ไม่รู้จักพอมานักต่อนัก
“เอาล่ะๆ สุวัน โทษของมันมีเช่นไรบ้าง คริๆ” แน่ะ ยังมีแอบหลุดอมยิ้มกระหยิ่ม คริๆ
“โทษของมันคือปีนต้นงิ้ว ที่สูงลิ่วกว่าพันโยชน์ หากกระโดดลงมาจะมีหมาใน ไล่กัดตูด หากปีนถึงยอดสูงสุดจะถูกนกแร้งนกกา จิกกัดหัวไม่รู้สิ้นเป็นเวลา 100 ปี”
(**งงงง...**โหดฉิบหาย)
“จบการตัดสิน...เอาตัวไปลงโทษเดี๋ยวนี้!!” พยายมบาลตะหวาดลั่น
“เดี๋ยวๆ ขอท่านยมบาลฟังกระผมก่อน ผมไม่เคยนอกใจเมีย ไม่เคยมีกิ๊กมีชู้อะไรทั้งนั้น ได้โปรดท่านให้ความเมตตากระผมด้วย” ข้าพเจ้าร้องสุดเสียง
“หึหึ แค่คิดจะมีก็ผิดแล้วไอ้น้อง ตามสุวันไปหากไม่อยากโดนเพิ่มอีกร้อยปี ฮ่าๆๆ”
“......................................................................”
“ไปเถอะไอ้หนุ่ม คำตัดสินถึงที่สิ้นสุดแล้ว”



บทที่ 2

“อ้าว เป็นสาวกผีแดง แมนฯยูด้วยหรอกหรือ”
“แน่นอน ผมน่ะเชียร์ตั้งแต่ยุคไรอั้น กิ๊กส์ยิงแสกหน้าซีแมน ปีนั้นผีแดงเถลิงสามแชมป์กันอย่างบ้าคลั่ง”
“ฮ่าๆ ใช่ๆในนรกก็เช่นกัน ส่วนใหญ่เด็กผีทั้งนั้น”
“แล้วท่านยมล่ะ เด็กผีหรือปล่าว”
“โอย ขานั้นน่ะ เด็กหงส์ ช่วงแพ้ติดกันบ่อยๆท่านเข้าไปตอบในเวบพันทิพว่า ลิเวอร์พูล..เราเลิกกันด้วยล่ะ ฮ่าๆ” สุวันหัวเราะร่า พลางตบบ่าข้าพเจ้าเบาๆ
“อ้อลืมบอกไป จอร์จ เบสต์ เคยตั้งวงเหล้าในนรกนี้ด้วยนะ”
“จริงสิท่าน ผมนึกว่าคนอย่างเบสต์จะอยู่บนสวรรค์ซะอีก”
“อยู่น่ะอยู่ แต่คนอย่างเขาอยู่บนนั้นไม่ได้หรอก มันเหยเกเกินไป ตอนนี้ก็ไปเกิดแล้วล่ะ”
“อืม..แล้วมีใครดังๆที่ยังอยู่ในนรกตอนนี้บ้าง”
“ถ้าพวกนักฟุตบอลดังๆก็เยอะเพราะพวกนี้มันเจ้าชู้ ถ้าพวกศิลปินก็ริชาร์ด ไร้ท์แห่งพิ๊งค์ฟลอยด์แต่หมอนี่ไปร๊อคโทเปียตามซิด บาเร็ตไปเสียแล้ว งานเขียนของวิรัตน์น่ะเคยอ่านมั้ย แล้วก้อไมเคิล แจ๊คสัน ไอ้หมอนี่มันบ้า มาถึงก็ลูบเป้าท่านยมบาล เลยโดนประหารไปหกสิบเจ็ดรอบ ฮีท เลทเจอร์ก็ด้วย ถ้าพวกชั่วมากๆอย่าง บินลาเดนเอยก็อยู่ที่นี่ มันน่ะตายไปนานแล้วตอนที่อเมริกาถล่มหนักในอัฟกัน แต่ไอ้มะกันมันก็เพี้ยน กระ**นกระหือรือสงครามไม่สิ้น ยิ่งฮิทเลอร์นี่ตัวดี ตอนนี้โดนจับถ่างขา ให้ปลาช่อนตัวเขื่องที่เลี้ยงไว้ในเขตอภัยทานซุกเข้ารูทวารประมาณร้อยกว่าตัวเห็นจะได้ ฮ่าๆๆ ไอ้หมอนี่ไม่ได้ไปเกิดง่ายๆหรอก”
“มีแค่นี้เหรอ” ข้าพเจ้าถาม
“ก็อยากได้คนดังๆไม่ใช่เหรอ อ้อยังมีอีกๆ แต่พวกนี้ก็เหมือนจอร์จ เบสต์ล่ะ ลงมาเสวนาแสวงหาความร้อนลุ่มให้ร่างกายกลับเป็นหนุ่ม อย่างว่าที่นี่มันร้อน ไฟร่างกายมันก็โชนเป็นธรรมดา เช่น’รงค์ วงค์สวรรค์ อับบราฮัม ลินคอล์น ไรประมาณนี้”
“รงค์ วงค์สวรรค์” ข้าพเจ้าทวนชื่อนี้ขึ้นมาดังๆ ลำพังมีชีวิตบนโลกก็มิอาจได้เทิร์นออน ทูนอิน ดร็อพเอ๊า กับเขาสักครั้ง สมัยยังรุ่นๆข้าพเจ้าสูบกัญชาระคนบรรเลงเพลงพิ๊งค์ ฟลอยด์ เคยอ่านงานเขียนของท่านเกี่ยวกับ ดาร์ก ไซ้ด์ ออฟ เดอะ มูน
จากมันนี่ถึงอีคลิพ จากหกศูนย์ถึงเจ็ดศูนย์ จากบุปผาชนถึงดิสโก้เทค
จากดิสโก้เทคถึงลิงค์กิ้นพาร์ค จากลิงค์กิ้นพาร์คถึงพาร์ค จี ซุง เกาหลีนิยมระบาดทั่วราชอณาจักรไทย ขออภัยที่เพ้อไม่ปะติดปะต่อเป็นเพราะสมองสั่งให้คิดอย่างรวดเร็ว ใช่แล้ว..ข้าพเจ้าลืมเขียนงานโฮมรูม หัวข้อที่สามเรื่องเมื่อพญาอินทรีไม่บินเพื่อคาราวะแด่อาว์’รงค์ผู้จากไป ให้ตายเถอะ(ตายไปแล้วนี่หว่า)ข้าพเจ้าลืมได้ยังไงเนี่ย?
“ขอผมพบรงค์ วงค์สวรรค์หน่อยจะได้มั้ยหากไม่ทำให้ท่านต้องโดนตำหนิจากท่านยมบาล”
“ทำไมถึงอยากพบเขาล่ะ”
“ผมมีบางอย่างที่อยากถาม และบางอย่างที่ผมอยากฟังเขาพูด”
“สนิมสร้อยเป็นนวนิยายที่ดี เสียดายทำเป็นภาพยนตร์ ดูไม่ดีเอาซะเลย” สุวันกล่าว พลางยิ้มน้อยๆที่มุมปาก
“ข้าเองก็เป็นนักอ่าน เจ้าเองก็คงอ่านงานเหมือนกับข้า อีกอย่างเด็กผีมักเห็นนมหงส์อย่างเราๆจะเป็นไรไป และเพราะเมื่อเจ้าคิดก็ผิดเสียแล้วเหมือนที่คิดจะมีกิ๊ก โทษมันก็ไม่เพิ่มขึ้นมาให้เปลืองเห็บหมาหรอก
เชิญเจ้าไปหาได้ นู่นเขานอนแช่อยู่ในอ่างทองแดง ทางด้านนู้น แต่แค่แว๊บเดียวนะ ข้ามีธุระ ต้องไปเก็บผักในเฟสบุ๊คต่อ”
ข้าพเจ้าขอบคุณในความมีน้ำใจของท่านสุวันเสียยกใหญ่ พลางเดินดุ่มไปหา ตามองควันบุหรี่สีขาวเทาลอยโขมงเด่นชัดในสถานทรมานชนชั่วสีแดงเพลิงแห่งนี้...

ควันบุหรี่ลอยล่องเป็นรูปอินทรีสยายปีกกลางเวหา

ลอยขึ้นแตะเพดานนรกที่สูงลิบสู่เบื้องบน

ผุดขึ้นเหนือพื้นโลกจางๆ ก่อนหายลับไปกับอากาศที่มนุษย์สูดเข้าแล้วหายใจทิ้ง


เฮ้ย...ข้าพเจ้ามโนภาพได้อย่างนั้นจริงๆว่ะ!!

ในเงาความหลัง

posted on 20 Jan 2010 13:55 by innerkarma
ในเงาความหลัง
โดย นฤมล สารากรบริรักษ์

“การมองเข้าไปในความหลังก็เช่นเดียวกับการอ่านหนังสือที่ยังไม่ได้เขียน”
'รงค์ วงษ์สวรรค์





เสียงเข็มนาฬิกาดังในจังหวะซ้ำเดิม หากมีเสียงลมหายใจของใครเพิ่มขึ้นอีกสักคนอาจกลบเสียงนาฬิกาที่ดังย้ำเรื่อยมานั้นให้สิ้นลงจนดูเหมือนว่านาฬิกาจะหยุดเคลื่อนไหว ทว่าในความเป็นจริงเวลาย่ำเท้าก้าวต่อไปไม่เคยหยุด การเคลื่อนไปของนาฬิกานั้นไม่ต่างอะไรกับการสูดหายใจ อากาศที่เข้าสู่ร่าง แม้ไม่เพ่งพิจารณาลมก็เข้าสู่หัวใจและปอดอย่างเช่นที่ควรจะ

มีคำถามอยู่มากว่า เหตุใดคนเราจึงเฝ้ามองนาฬิกาอย่างนั้น แหงนดูมันด้วยหัวใจที่แตกต่าง บางคนเร่ง บางคนรอ บางคนขอเพียงเฝ้าดู แม้แต่นาฬิกาที่หยุดเดินกลับมีความหมายมากมายกับใครบางคนเหลือเกิน

ในห้องที่เงียบอับ ที่นั่นมีนกกระดาษสีขาวหลายร้อยตัวอยู่รวมกันบนโต๊ะไม้สีชมพูอ่อน นกกระดาษกางปีกทุกตัว ปีกของมันขนานกับพื้นโลก มันถูกวางเอาไว้อย่างนี้มานานนับชั่วโมง นานหลายชั่วโมง นานจนตลอดทั้งวัน ประตูที่เผยให้แสงจากภายนอกสาดเข้าไปยังห้องสีเทาหม่น ช่วยให้นกเรืองรองกว่าเดิม

“หนูอยากพับนกให้ได้หนึ่งล้านตัว” เด็กหญิงตะโกนลั่น
“พับไปทำไมกันคะตั้งล้านตัว” ครูสาวโน้มตัวถามเด็กหญิงตัวน้อย เด็กหญิงไม่ตอบ ตั้งหน้าตั้งตาพับนกกระดาษอย่างในจดจ่อ นี่คือการพับกระดาษครั้งแรกของเธอ และเป็นเพียงแบบเดียวที่ทำได้ กระดาษสมุดถูกฉีกตัดให้ได้ขนาดเท่ากันและพับเป็นนกกางปีกแข็งทื่อ

จากหนึ่งเป็นสอง เป็นสามจนล้นโต๊ะลงมากองอยู่กับพื้น เด็กหญิงพับอย่างชำนาญไม่หยุด ภายนอกห้องที่ดูวังเวง ครูสาวจดบันทึกพฤติกรรมของเด็กหญิงลงสมุด วันนี้เธอพัฒนาไปได้ไกลมาก มีความจำที่ดีเยี่ยมและเหมือนกับฝังใจในบางสิ่งที่เรียกว่า นกกระดาษ
“ถ้านกกระดาษบินได้จริง หนูจะทำยังไง” ครูนั่งลงข้างๆถามเด็กหญิงที่สนุกกับการพับกระดาษไม่รู้เบื่อ
“มันบินไม่ได้นี่คะ มันเป็นนกกระดาษ เราต้องจูงมันค่ะ เราต้องร้อยมันกับเชือก มันถึงจะบินได้”

กระดาษเปล่าแปลงกายเป็นนกจำนวนมาก มันถูกร้อยตามคำขอของเด็กหญิง การใช้เข็มร้อยด้ายผ่านหลังของนกกระดาษตัวแล้วตัวเล่าเป็นสิ่งต้องห้ามของเด็กอนุบาลอย่างเธอ ครูสาวทำหน้าที่เชื่อมนกทุกตัวไว้ด้วยกัน

“หนูอยากเอานกพวกนี้ไปฝากคุณพ่อค่ะ คุณพ่อของหนูเป็นพญาอินทรีย์ คุณพ่อบอกว่าหนูเป็นลูกนกอินทรีย์ นกอินทรีย์หน้าตาเหมือนคุณพ่อหรือคะ” เด็กหญิงถาม
“นกอินทรีย์ เป็นนกที่น่าเกรงขามมากค่ะ มันตัวใหญ่และมีอำนาจเป็นเป็นนกที่อายุยืน” ครูสาวอธิบายพลางเขย่านกกระดาษให้เข้าที่

“หนูไม่อยากเป็นนกอินทรีย์ หนูอยากเป็นนกกระดาษ อยากให้เป็นสีอะไรก็ได้ อยากให้ตัวใหญ่ ตัวเล็กก็ได้”
“นี่ยังไง หนูกำลังทำมันขึ้นมา ไหนบอกครูสิคะ จะเอาไปฝากคุณพ่อยังไง ใส่กล่องไป หรือว่าจะอุ้มไปดีคะ” เด็กหญิงทำท่านึก แล้วตอบอย่างหนักแน่นว่า “หนูจะให้มันบินไปค่ะ”

เสียงโทรศัพท์ปลุกให้ตื่นจากจิตนาการ ครูสาวกำลังเคลิ้มกับบทสนทนาที่ไร้กฎเกณฑ์และพรมแดนความจริงขวางกั้นของเด็กหญิง เธอวางมือและหยุดเสียงที่ดังนั้น

“หนูไม่อยากให้มันบินแล้วค่ะ หนูสงสารมันที่ต้องถูกแทงแบบนี้”
“ทำไมล่ะคะ ไหนว่าจะให้นกบินไปหาคุณพ่อไง”
“ไม่แล้วค่ะ หนูอยากให้มันอยู่รวมกันแบบนี้มากกว่า ช่วยกันแกะออกนะคะ” เด็กหญิงและครูสาวคืนอิสระให้กับนกกระดาษอีกครั้ง

“คุณพ่อไม่มารับหนู คุณพ่อหายไปไหน” เด็กหญิงร้องไห้โยเย
“เดี๋ยวก็มาค่ะ คงติดธุระครูอยู่เป็นเพื่อนนะ” ครูสาวปลอบโยนจนเด็กน้อยหลับไป เธออุ้มร่างบอบบางให้เหยียดยาวบนที่นั่งของห้อง ครูสาวนอนขนาบข้าง น้ำตาเธอเริ่มไหล ไหลไม่ขาดสาย

“คุณพ่อขา...ไหนบอกหนูว่าหนูเป็นลูกพญาอินทรีย์ ทำไม ทำไมหนูถึงยังกระจอกเหมือนนกตัวเล็กๆที่ไม่มีค่าอะไรบนท้องฟ้า” ครูสาวพรั่งพรูคำพูดออกมาไม่ขาด เธอเอื้อมคว้าเด็กน้อยที่นอนแข็งทื่อ “ทำไมถึงได้เป็นแค่นกกระดาษ บินไม่ได้ ไม่มีชีวิต ถ้าคุณพ่อยังอยู่หนูคงไม่เป็นแบบนี้” ครูสาวร่ำไห้ ในวันครบรอบปีที่ยี่สิบของการจากไปของผู้เป็นพ่อ

ทุกครั้งที่ความหลังเริ่มต้นดำเนินใหม่ เด็กหญิงน้ำหวานก็ปรากฏครั้งแล้วครั้งเล่า เธอไม่เคยเติบโต ตัวเท่าเดิมทุกๆครั้ง แม้ว่าครูสาวจะทดแทนความทรงจำแสนเศร้าของตัวเองด้วยการเขียนบันทึก แปลกที่ว่าทุกหน้าที่เธอเขียนลงไปนั้น ผ่านเวลาเพียงข้ามวันก็เลือนหาย ว่างเปล่าและเหมือนไม่มีอะไรอยู่เลย

เธอยังร่ำไห้ให้ห้องนอนห้องเก่า ห้องที่เธอช่วยกันกับผู้เป็นพ่อระบายสีโต๊ะด้วยสีชมพู แม้ว่าแสงสลัวจากข้างนอก จะขับให้นกกระดาษนับร้อยโดดเด่นกลางห้องอับทึบแต่ก็ดูเหมือนว่า ที่นั่นไม่มีอะไรอยู่เลย.